วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

รวมบทสวดบูชาพระพิฆเณศ

บทสวดบูชาพระพิฆเนศแบบโบราณ 17 บท

สามารถเลือกบทใดบทหนึ่งหรือจะสวดบูชาทั้ง 17 บทเรียงต่อกันก็จะเป็นสิริมงคล 
1. โอม สุมุ-ขายะ นมัช  ขอน้อมบูชาต่อเทพผู้ทรงมีพระพักตร์งดงามดั่งดวงจันทร์
2. โอม เอกทันตะ ยะ นมัช  ขอน้อมบูชาต่อเทพผู้ทรงมีงาข้างเดียว
3. โอม กาปิ ลายะ นมัช  ขอน้อมบูชาต่อเทพผู้ทรงมีผิวกายสีแดง
4. โอม คัชกรัณ กายะ นมัช  ขอน้อมบูชาต่อเทพผู้ทรงมีรูปร่างเป็นช้าง
5. โอม ลัมโพ ทะรายะ นมัช  ขอน้อมบูชาต่อเทพผู้ทรงมีท้องอันใหญ่โต
6. โอม วิกฏายะ นมัช  ขอน้อมบูชาต่อเทพผู้ทรงประทานความผาสุข
7. โอม วิฆนะ รายะ นมัช  ขอน้อมบูชาต่อเทพผู้ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งอุปสรรคทั้งปวง
8. โอม วินายะ กายะ นมัช  ขอน้อมบูชาต่อเทพผู้ทรงเป็นเทพเจ้าสูงสุด
9. โอม ธูมระ เกตะเว นมัช  ขอน้อมบูชาต่อเทพผู้ทรงมีกายดั่งเปลวไฟร้อนแรง
10. โอม คณาธยักษากะ นมัช  ขอน้อมบูชาต่อเทพผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งคณะบริวารแห่งพระศิวะเทพ
11. โอม ภาละ จันทรายะ นมัช  ขอน้อมบูชาต่อเทพผู้ทรงมีพระจันทร์เสี้ยวเป็นมงกุฎ
12. โอม คชานะ นายะ นมัช  ขอน้อมบูชาต่อเทพผู้ทรงมีพระพักตร์เป็นช้าง
13. โอม วักระ ตุณ ดายะ นมัช  ขอน้อมบูชาต่อเทพผู้ทรงมีงวงอันใหญ่โค้ง
14. โอม ศุรปะ กรณายะ นมัช  ขอน้อมบูชาต่อเทพผู้ทรงมีใบหูอันกว้างใหญ่
15. โอม เหรัมภายะ นมัช  ขอน้อมบูชาต่อเทพผู้ทรงอำนาจสูงสุด
16. โอม สกันทะ ปูรวชายะ นมัช  ขอน้อมบูชาต่อเทพผู้ทรงเป็นน้องชายพระขัณฑกุมาร
17. โอม มหาคณะปัตเย นมัช  ขอน้อมบูชาต่อพระพิฆเณศผู้ยิ่งใหญ่

บทสวดขอพรพระพิฆเนศ 8 บท   (สวดพร้อมคำขอพรภาษาไทย)

1.โอม พูตายะ นะมะฮา
ขอพระพิฆเนศวรโปรดประทานความบริสุทธิ์แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

2.โอม ภัคตะวิฆนะ วินาศิเน นะมะฮา
ขอพระพิฆเนศวรโปรดทำลายความทุกข์ร้อนแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

3.โอม วิฆะณะราชายะ นะมะฮา
ขอพระพิฆเนศวรโปรดขจัดอุปสรรคทั้งปวงอันจะเกิดแก่ชีวิตของข้าพเจ้าด้วยเถิด

4.โอม ศุธิปริยายะ นะมะฮา
ขอพระพิฆเนศวรโปรดประทานสติปัญญาในการประกอบอาชีพแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

5.โอม ศริษายะ นะมะฮา
ขอพระพิฆเนศวรโปรดประทานทรัพย์สมบัติและความอุดมสมบูรณ์แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

6.โอม สธิรายะ นะมะฮา
ขอพระพิฆเนศวรโปรดประทานความมั่นคงแก่ชีวิตข้าพเจ้าด้วยเถิด

7.โอม สมาหิตายะ นะมะฮา
ขอพระพิฆเนศวรโปรดประทานสุขภาพพลานามัยที่ดีแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

8.โอม สมุยายะ นะมะฮา
ขอพระพิฆเนศวรโปรดประทานความสงบสุขแก่ชีวิตข้าพเจ้าด้วยเถิด

----------------------------------------

บทลงท้าย เมื่อเสร็จสิ้นการสวดบูชาหรือประกอบพิธีกรรม


มนต์กราบขอขมาลาโทษต่อองค์เทพทุกพระองค์  เพื่อขอขมาต่อเทพ หากมีสิ่งใดบกพร่องติดขัดระหว่างการบูชา
โอม กษะมา ปะนัม สะมะระ ปะยาม

มนต์ลาเครื่องสังเวย  ยกเครื่องสังเวยต่างๆ ถาดผลไม้ ขนม น้ำ นม ฯลฯ ขึ้นจรดหน้าผากหรือเหนือศีรษะแล้วกล่าวว่า
โอม ปราสดัม ศิรสา กฤนาม

-----------------------------------------------------

บทแผ่เมตตา
สามารถเลือกมาสวดเป็นบทต่อท้ายเมื่อเสร็จสิ้นพิธีการบูชา (บทสวดเหล่านี้ใช้ได้กับเทพทุกพระองค์)

โอม การายะ มนตรา
(บทสวดเครื่องหมายโอม)
โอม การัม พินทุสัมยุกตัม
นิตยัม ทะยายันติ โยคินา
กามะทัม โมกะษะทัม ไจวะ
โอม การายะ นะโม นะมะ

ความหมาย : อักขระโอม อันศักดิ์สิทธิ์ ย่อมปรากฎพร้อมเครื่องหมายพินทุ อันจะนำมาซึ่งความสำเร็จดั่งใจปรารถนาทุกประการชี้นำเหล่าโยคีไปสู่โมกษธรรมอันสูงสุดและช่วยทำลายพันธนาการทั้งหลายข้าพเจ้าขอน้อมสักการะแด่เครื่องหมายโอมอันศักดิ์สิทธิ์นี้

คายตรี มนตรา
(บทสวดแด่องค์พระแม่คายตรี พระพรหม และสุริยะเทพ)
โอม บูร์ บูวาส สวาฮา
ตัธ สาวิธูเร วาเรนยัม
บฮาร โก เดวาสยา ดีมาฮี
ดิโย โยนาฮา ปราโจดะยาธ

ความหมาย : โอม ขอนอบน้อมแด่เทพผู้สร้างทุกสรรพสิ่งพระองค์ทรงประทานความสว่างสดใสไปทุกหนแห่งพระองค์ทรงประทานปัญญาและเป็นผู้ขจัดบาปแก่สรรพชีวิตขอประทีปแห่งพระองค์จงส่องสว่างไปชั่วกาลนานด้วยเทอญ

ศานติ มนตรา
(บทแผ่เมตตาของศาสนาพราหมณ์)
ทุกสรรพชีวิตในโลกนี้ ทั้งมนุษย์ สัตว์ และพืช
ต่างถือกำเนิดมาจากน้ำมือของพระผู้เป็นเจ้า (พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ พระกฤษณะ ฯลฯ)
การมอบความเมตตาและสื่อสันติภาพไปยังสรรพชีวิตทั้งหลาย ถือเป็นการให้เกียรติสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา
ศานติมนตรา คือคำแผ่เมตตาของศาสนาพราหมณ์เมื่อสวดมนต์และขอพรแล้ว ควรสวดศานติมนตราพร้อมคำแปล
เพื่อแสดงความบริสุทธิ์และความห่วงใยไปยังทุกๆสรรพชีวิตบนโลกนี้

โอม ศานติ อันตะริกษัม ศานติ
ปฤถิวี ศานติ
อาปาศะ ศานติ
โอสะธะยะษะ ศานติ
วนัสสะปัตตะยะษะ ศานติ
วิศศะเวเทวะ ศานติ
พรหมมะ ศานติ
สะระวะ ศานติ
ศานติ เรวะ ศานติ
โอม ศานติ ศานติ ศานติฮีฯ

ความหมาย : ขอความสงบจงเกิดแก่ผืนดิน ขอความสงบจงเกิดแก่ผืนน้ำขอความสงบจงเกิดแก่พืชพรรณขอความสงบจงเกิดแก่สรรพชีวิตขอความสงบจงเกิดแก่พรหมขอความสงบจงเกิดแก่เหล่าเทวะขอความสงบจงเกิดแก่ทุกๆสิ่งขอจงมีแต่ความสงบ ความสงบ และความสงบเท่านั้น

(ศานติมนตรานี้ สามารถกล่าวอย่างสั้นๆได้ว่า โอม ศานติ..ศานติ..ศานติ อันหมายถึง ขอความสงบสุขจงบังเกิด)


ขอขอบคุณ


พิธีกรรมการบูชาพระพิฆเนศ

พิธีกรรมการบูชาพระพิฆเนศ
การบูชาพระพิฆเนศด้วยใบไม้ 21 ชนิด  ศาสนาพราหมณ์ นั้น มีวันสำคัญประจำปีสำหรับบูชาพระพิฆเนศเป็นการยิ่งใหญ่ คือ วันคเณศจตุรถี หรือ โชตี ซึ่งตรงกับวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 หรือแรม 4 ค่ำ เดือน 10 ( ...คเณศจตุรถี วันเกิดพระพิฆเนศ... )

ในวันคเณศจตุรถีนี้ บรรดาผู้ศรัทธาในพระพิฆเณศ จะจัดหาเครื่องสังเวยมาถวายแด่พระพิฆเณศอย่างมากมาย มีการสวดมนต์บูชาอย่างเต็มรูปแบบ ร้องรำทำเพลง จัดงานกันอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา  นับตั้งแต่วันแรก ไปจนถึงวันสุดท้าย (พิธีกรรมจะมี 21 วัน) ผู้บูชาจะต้องถวายใบไม้แด่พระพิฆเนศ วันละ 1 ประเภท ถวายทุกวันไปจนครบ 21 วัน และใบไม้ 21 ประเภท  ทั้งนี้ หากเราไม่ได้เข้าร่วมงานคเณศจตุรถี หรืออยากถวายใบไม้โดยไม่ต้องการรอให้ถึงวันคเณศจตุรถี ก็สามารถถวายได้ในทุกโอกาส โดยเลือกใบไม้ที่เราสามารถจัดหามาได้ ให้เด็ดมาหลายๆใบ จัดวางใส่จานให้สวยงาม แล้วถวายต่อพระพิฆเณศพร้อมๆกับการสวดมนต์ประจำวัน และสามารถเลือกถวายหลายๆ ชนิดปะปนสลับสับเปลี่ยนในแต่ละวัน ซึ่งใบไม้แต่ละชนิด จะมีบทสวดมนต์กำกับ สำหรับสวดบูชาตอนถวาย ดังนี้

1. ใบมาจี (หญ้าคา)  บทสวด สุมุขายะ นะมะ มาจีปะตะรัง ปูชะยามิ
2. ใบพฤหตี (หนามแดง, ใบมะเขือพวงหรือมะแว้ง)  บทสวด คณาธิปายะ นะมะ พฤหะตะ ปะตะรัง ปูชะยามิ
3. ใบพิละวะ (ใบมะตูม)  บทสวด อุมาปุตรายะ นะมะ พิละวะปะรัง ปูชะยามิ
4. ใบทูรวา (หญ้าแพรก)  บทสวด คานะนายะ นะมะ ทูระวายุคะมัง ปูชะยามิ
5. ใบทุตูระ (ใบลำโพง, ชุมเห็ดเทศ)  บทสวด หะระสูนะเว นะมะ ทุตะตูรปตะรัง ปูชะยามิ
6. ใบพุทรา  บทสวด ละมะโพทะรายะ นะมะ พะทะรีปะตะรัง ปูชะยามิ
7. ใบอปามารค (ใบพันธุ์งู)  บทสวด คุหะคะรุชายะ นะมะ อะปามาระคะ ปะตะรัง ปูชะยามิ
8. ใบตุลสี (ใบกระเพราแดง)  บทสวด คะชะกะระณายะ นะมะ ตุละสีปะตะรัง ปูชะยามิ
9. ใบมะม่วง  บทสวด เอกทันตายะ นะมะ จูตะปะตะรัง ปูชะยามิ
10. ใบกรวี (รำเพย, ยี่โถฝรั่ง)  บทสวด วิกะตะยะ นะมะ กะระวีระปะตะรัง ปูชะยามิ
11. ใบวิษณุกรานตะ (ไม่พบในไทย)  บทสวด ภินุนะทะนุตายะ นะมะ วิษณุกรานะตะปะตะรัง ปูชะยามิ
12. ใบทับทิม  บทสวด วะตะเว นะมะ ทิทิมีปะตะรัง ปูชะยามิ
13. ใบเทวทารุ (ไม่ทราบชื่อไทย)  บทสวด สรเวศะวะรายะ นะมะ เทวะทารุปะตะรัง ปูชะยามิ
14. ใบมธุวกะ (ใบมทนา)  บทสวด ผาลา จันทะรายะ นะมะ มรุวะกะปะตะรัง ปูชะยามิ
15. ใบสินธุวาร (ใบคนทีเขมา)  บทสวด เหรัมพายะ นะมะ สินูวาระปะตะรัง ปูชะยามิ
16. ใบชาชี (ใบจันทร์เทศ)  บทสวด ศุรุกะระณายะ นะมะ ชาชีปะตะรัง ปูชะยามิ
17. ใบคัณฑาลี (ไม่ทราบชื่อไทย)  บทสวด สุราคะระชายะ นะมะ คะนะทาลีปะตะรัง ปูชะยามิ
18. ใบสมี  บทสวด อิกะวา กะตะรายะ นะมะ สะมีปะตะรัง ปูชะยามิ
19. ใบอัสสัตถะ (ใบไม้โพ)  บทสวด วินายะกายะ นะมะ อะสะวะตะ ปะตะรัง ปูชะยามิ
20. ใบอรชุน (สลักหลวง, ยอป่า, สลักป่า)  บทสวด สุรเสวิตายะ นะมะ อรชุนะปะตะรัง ปูชะยามิ
21. ใบอรกะ (ใบต้นรัก)  บทสวด กะปิลายะ นะมะ อะระกะปะตะรัง ปูชะยามิ

ผู้ศรัทธาจึงควรถวายใบไม้ต่อพระพิฆเณศบ้างในบางโอกาส เมื่อจัดหาใบไม้ชนิดใดมา ก็ให้สวดมนต์สำหรับถวายใบไม้ชนิดนั้นๆ ประกอบกับการถวายผลไม้ น้ำ นม ดอกไม้ต่างๆ และสวดมนต์อ้อนวอนจนองค์ท่านพึงพอพระทัย ท่านจะประทานพรแด่ผู้หมั่นสวดมนต์ ถวายของบูชาและกระทำความดี เว็บไซต์สยามคเณศจึงขออวยพรให้ความสวัสดิมงคลจงเกิดแก่ผู้บูชาทุกท่าน...

ขอขอบคุณ



การบูชาพระพิฆเนศ ทวยเทพต่างๆ ควบคู่ไปกับพระพุทธเจ้า

การบูชาพระพิฆเนศ ทวยเทพต่างๆ ควบคู่ไปกับพระพุทธเจ้า

ชาวไทยเรานิยมนับถือพระพุทธเจ้า ควบคู่ไปกับการบูชาเทพเจ้า-มหาเทพองค์อื่นๆ กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งก็ไม่มีข้อห้ามใดๆ เนื่องจากศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาฮินดู ต่างก็มีความเกี่ยวข้องกันทั้งในด้านประวัติศาสตร์ คำสอน และประเพณีวัฒนธรรม โดยเฉพาะกับวิถีชีวิตของคนไทย เช่น การนับถือ พระพุทธเจ้า พร้อมกับ เทพเจ้าของจีน (เจ้าแม่กวนอิม พระสังกัจจาย ฮก-ลก-ซิ่ว แปดเซียน จี้กง เทพเจ้าไฉ่สิ่งเอี๊ย ฯลฯ) หรือเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีความสนใจบูชามหาเทพของ พราหมณ์-ฮินดู เพิ่มเติม เช่น พระพิฆเนศ พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ พระแม่อุมา พระแม่กาลี พระแม่สรัสวดี พระแม่ลักษมี ฯลฯ

คำถาม - สามารถตั้งพระพิฆเนศหิ้งเดียวกับพระพุทธเจ้าได้หรือไม่?
คำตอบ - ได้...แต่ควรหลีกเลี่ยง (ไม่บาป แต่ไม่เหมาะสม)

ถ้าท่านมีความศรัทธาและต้องการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์จำนวนหลายๆ องค์พร้อมๆ กัน ก็ไม่ควรจะตั้งบนชั้น หิ้ง หรือโต๊ะหมู่บูชาชุดเดียวกัน ควรจะแยกออกเป็นชุดๆ อาจจะจัดเรียงโต๊ะหรือหิ้งให้เรียงกันจากซ้ายไปขวา หรือมีฉากกั้น จะเป็นการเหมาะสมกว่า

การแยกโต๊ะสำหรับบูชาพระ ควรแบ่งตามนิกาย-ลัทธิ ให้ชัดเจน ดังต่อไปนี้
          หิ้งศาสนาพุทธ - ประดิษฐานพระพุทธรูป (ศาสนาพุทธ) เช่น พระพุทธเจ้า และพระอัครสาวก (พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระอานนท์) พระบรมสารีริกธาตุ พระสีวลี พระธาตุของพระพุทธสาวก พุทธเจดีย์จำลอง ตลอดจนท้าวจตุคามรามเทพ และพระเกจิอาจารย์ ฯลฯ
          หิ้งเทพเจ้าจีน - ประดิษฐานเทพเจ้าของจีนหรือญี่ปุ่น เช่น พระสังขจาย เจ้าแม่กวนอิม ฮก-ลก-ซิ่ว แปดเซียน จี้กง ไฉ่ซิงเอี้ย เจ้าพ่อกวนอู เห้งเจีย รูปเทพธิดา นางฟ้าจีน มังกร เต่า หงษ์ แมวนำโชค วัตถุมงคลแก้ฮวงจุ้ย ฮู้ ยันต์จีนต่างๆ ฯลฯ
          หิ้งศาสนาฮินดู - ประดิษฐานมหาเทพ-มหาเทวีของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เช่น พระพิฆเนศ พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ พระแม่ทั้ง 3 พระราม พระหนุมาน พระกฤษณะ ฯลฯ
          หิ้งกษัตริย์ไทย - พระบรมฉายาลักษณ์กษัตริย์ของไทย เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ เสด็จพ่อ ร.5 เสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พ่อขุนรามคำแหง พระนางสุพรรณกัลยา ฯลฯ (โต๊ะนี้สำหรับชาวไทย ส่วนใหญ่จะอนุโลมให้ตั้งอยู่รวมกับโต๊ะหมู่บูชาของพระพุทธเจ้าได้ โดยตั้งให้มีระดับชั้นต่ำกว่าพระพุทธเจ้า)
          หิ้งวัตถุมงคล - วัตถุมงคลอื่นๆ เช่น ผ้ายันต์ ตะกรุด นางกวัก กุมารทอง รักยม เหล็กไหล ชูชก เงาะป่า ปลัดขิก มีดหมอ เขี้ยวเสือ ควายธนู ฯลฯ  (ชุดนี้ควรตั้งให้เหลื่อมต่ำลงกว่าทั้ง 4 หิ้งที่กล่าวมา)

ต้องอ่าน!! ความรู้เรื่องการสวดมนต์
การสวดบูชาพระพิฆเนศนั้น เราสามารถสวดด้วยบทใดก็ย่อมได้ตามที่ได้ลงไว้ให้ศึกษาในส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์สยามคเณศนี้ ไม่ว่าจะเป็นบทสวดสั้นๆ เพียงบรรทัดเดียว (เช่น โอม ศรี คเณศายะนะมะฮา, โอม เอกทันตะ ยะนะมะฮา, โอม เหรัมภะ ยะนะมะฮา ฯลฯ) หรือจะเป็นบทสวดยาวๆ (ที่เริ่มต้นด้วย โองการพินทุ นาถังอุปปันนัง....หรือ โอมปารวตีปัตเย...) ก็สามารถทำให้องค์พระพิฆเนศท่านพึงพอใจได้เช่นเดียวกัน
การบทสวดสั้นๆเพียงท่อนเดียว ก็เพื่อการสะดวกเมื่อต้องเร่งรีบหรือเดินทางไปไหนมาไหน แล้วเดินผ่านเทวาลัยหรือศาลพระพิฆเนศ เพียงยกมือไหว้แสดงความเคารพ แล้วกล่าวบทสวดเพียงท่อนเดียวก็เสร็จพิธี (หรือจะสวด 3 จบ 5 จบ 9 จบก็ตามสะดวก)

สำหรับการสวดบทยาวๆ ก็เพื่อให้เกิดสมาธิในการตั้งจิต หรือใช้สวดเนื่องในโอกาสพิเศษหรือขอพร แต่ผู้ศรัทธาหลายท่านก็ใช้บทสวดแบบสั้นที่มีท่อนเดียว แต่สวดท่องซ้ำๆกัน เป็นร้อยเที่ยว พันเที่ยว เพื่อการนั่งสมาธิให้เข้าถึงญาณและบารมีแห่งองค์ท่าน

---------------------------------------------------------------------

ไม่สำคัญว่าจะสวดบทไหน หรือสวดกี่เที่ยว เพราะบทสวดทุกบทนั้น ต่างก็มีความหมายที่ดี ล้วนแปลความได้ว่าเป็นการยกย่องพระพิฆเนศ และเป็นการสื่อให้องค์พระพิฆเนศได้รับรู้ถึงความศรัทธาของเราที่มีต่อองค์ท่าน
ผลดีจะเกิดกับผู้สวดก็ต่อเมื่อปฏิบัติการสวดบูชาเป็นประจำ และสวดให้ได้ทุกวัน

...ก่อนตัดสินใจกระทำการสิ่งใด ก็ให้สวดมนต์ต่อองค์ท่านก่อน เพื่อขอเปิดทางไปสู่ความสำเร็จ
...หากพบทางตันแม้ได้ทดลองทุกวิถีทางแล้ว ก็ให้สวดบูชาต่อองค์ท่าน เพื่อขอประทานสติปัญญาและทางออก
...เมื่อเกิดความเครียด กระวนกระวาย สับสนในจิตใจ ก็สวดบูชาต่อองค์ท่านเพื่อขอประทานสมาธิ
...ก่อนออกเดินทางไกล ก่อนไปเจรจาต่อรอง ก่อนกระทำการใดๆ อันเป็นการเสี่ยง ฯลฯ
ก็สวดบูชาต่อองค์ท่าน เพื่อขอให้บารมีองค์พระพิฆเนศได้คุ้มครองให้ปลอดภัยและประสบแต่โชคดี

การสวดมนต์นั้น ไม่ว่าจะสวดบูชาต่อพระพุทธรูปในศาสนาพุทธ หรือสวดบูชาต่อเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูก็ตาม
ไม่สำคัญว่าเราจะรู้ความหมายหรือไม่ เนื่องด้วยการสวดมนต์แม้เราไม่ทราบความหมาย ก็ยังก่อให้เกิดสมาธิและความศรัทธา และหากสวดอย่างทราบความหมาย ก็ก่อให้เกิดปัญญา สื่อถึงอค์เทพเจ้าได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น...ฉะนั้น อานิงสงค์จากการสวดบูชาภาษาบาลี-สันสกฤตและภาษาโบราณต่างๆ นั้นมีอยู่จริง!!  ขอเพียงตั้งใจสวด ไม่วอกแวก สวดด้วยใจบริสุทธิ์ สวดให้เกิดสมาธิ ก็ย่อมเกิดผลดีแก่ทุกคน


ขอขอบคุณ

ความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับการบูชาพระพิฆเณศและทวยเทพ

เรื่องธูปและกำยาน

การจุด ธูป หรือ กำยาน มีวัตถุประสงค์เพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ
- ถวายกลิ่นหอมแก่เทพ
- ให้ควันธูปหรือกำยาน เป็นสื่อนำคำอธิษฐานเราไปสู่เทพ

มีความหมายเพียงเท่านี้นะครับ ไม่เกี่ยวว่าต้องใช้กี่ดอก? หรือต้องปักแบบไหน?
คนไทยเข้าใจผิดกันเยอะครับ เกี่ยวกับการจุดธูป

สมัยโบราณนานมา ไม่มีการกำหนดหรอกครับว่าต้องใช้กี่ดอก
มีแต่คนรุ่นหลังเท่านั้นที่กำหนดกันว่าเทพองค์นี้ต้องจำนวนธูปเท่านี้..บางคนบอกว่าต้องปัก..ต้องวาง..ต้องปักเป็นวงกลม...ต้องเรียง ฯลฯ ขอจงอย่าซีเรียสเรื่องพวกนี้ครับ และถ้าใช้ธูปเยอะไปก็ไม่ดีหรอกครับ เปลืองเงินและเปลืองทรัพยากรธรรมชาติอีกต่างหาก

เป็นเรื่องตลกที่เราจะเห็นกันว่า วัด ศาล เทวาลัย แต่ละแห่ง จะบอกให้จุดจำนวนธูปไม่เท่ากัน ทั้งๆที่ข้างในก็ประดิษฐานเทพองค์เดียวกัน พระพิฆเนศ ก็พระพิฆเนศเดียวกันทั้งโลก ไม่ได้มีหลายพระพิฆเนศซะหน่อยครับ คนอินเดียมาเที่ยวเมืองไทยยังสงสัยกันเลยครับ ว่าที่คุณๆไหว้กันนั้น ไม่ใช่พระพิฆเนศองค์เดียวกันหรอกหรือ?? เหตุใดจึงต้องใช้ธูปแต่ละที่จำนวนไม่เท่ากัน?? ทำไมที่นี่ต้องเดินวนซ้าย แต่ศาลพระพิฆเนศอีกแห่งต้องเดินวนขวา?? ทำไมต้องใช้ธูปแดง?? ธูปขาวธรรมดาไม่ได้หรือ?? ทำไมพระพิฆเนศที่นี่ต้องเทียนขาว?? แต่ทำไมอีกที่ต้องเทียนแดง?? สุดท้าย..คนไทยเราก็โดนเยาะเย้ยจากต่างชาติ ว่าบูชาเทพให้เป็นเพียงวัตถุ ไม่ได้เข้าถึงหัวใจหลักแห่งการบูชาเทพเลย...
เพราะชาวฮินดูในอินเดียจริงๆ แล้วจะไม่มีการกำหนดจำนวนธูป เทียน และกำยานมาตั้งแต่โบราณ ไม่มีการกำหนดสีสันและขนาดด้วยครับ เค้าหยิบออกจากซอง ได้มากี่ดอก ก็จุดเลยครับ ไม่มีการนับ เนื่องจากเหตุผลในการจุดธูปก็คือ
1.ถวายกลิ่นหอม
2.ให้ควันนำพาคำอธิษฐานไปถึงเทพเบื้องบนเท่านั้นเอง... ขอให้เข้าใจตามนี้นะครับ (แต่ถ้าให้สบายใจ ใช้ธูป 3, 5, 9 ดอกแบบคนไทยหรือคนจีนก็ได้ครับ) และขอยืนยันว่า สามารถใช้ได้ทั้ง ธูป และ กำยาน

ถ้าอยู่ห้องเล็กๆ หรืออยู่ร่วมกับคนอื่น หรือไปค้างแรมที่อื่น การจุดธูปเทียนจะทำให้ควันธูปรบกวนคนรอบข้าง หรือเสี่ยงต่อไฟไหม้ ก็ไม่ต้องจุดเลยครับ โดนด่าซะเปล่าๆ

--------------------------------------------------------------------------------

เรื่องการถวายเครื่องเซ่นสังเวย

การถวายของนั้น ถ้าถวายได้เป็นประจำ และฐานะเอื้ออำนวย ก็เป็นสิริมงคลครับ
แต่จะเกิดคำถามบ่อยๆว่า...ถ้าไม่มีทุนทรัพย์มากพอ จะถวายแต่เพียงเล็กน้อยได้หรือไม่??

คำตอบคือ ย่อมได้แน่นอนครับ!! เราไม่จำเป็นต้องถวายผลไม้ อาหาร ขนม เป็นประจำทุกวัน เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองมากเกินไป ควรเลือกถวายให้ประหยัดดีกว่าครับ ถวายน้ำเปล่าเฉยๆก็ได้ จะเป็นส้มผลเดียว กล้วยผลเดียวก็ได้ครับ ถ้าถวายเป็นประจำ แต่ละครั้งก็ไม่ต้องใช้ของแพงครับ แค่ใช้ของใหม่ สะอาด หรืออยากจะจัดถวายให้สมบูรณ์ ก็จัดเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้งก็พอแล้ว

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ให้ถวายตามมีตามเกิด หรือขาดๆ หายๆ นะครับ  การถวายแต่ละครั้งก็ควรตั้งใจ สรรหาของที่สด สะอาด ใหม่ มีคุณภาพ

คนไทยเรายึดติดกับการถวายของ คือ ถวายเยอะๆ ได้บุญเยอะๆ แบบนี้ไม่ถูกครับ พระพิฆเนศและเหล่าทวยเทพ ไม่โปรดให้ผู้ศรัทธาทำการบูชาท่านแบบฟุ่มเฟือย เนื่องจากพระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ ท่านเหล่านี้ปฏิบัติตนเป็นโยคี หลุดพ้นไปสู่โมกษธรรมแล้ว ท่านไม่มีกิเลสต้องการรับประทานของเซ่นจากเราหรอกครับ การถวายเครื่องเซ่นสังเวย เช่น ผลไม้ น้ำ นม ขนม ดอกไม้ ธูป เทียน ฯลฯ ก็เพื่อแสดงให้พระองค์เห็นถึงความศรัทธาของเราที่มีต่อพระองค์ แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระองค์
ฉะนั้นอย่าไปยึดติดกับกฏเกณฑ์มากครับ จะเครียดเปล่าๆ หากมีความศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมและเคารพรักในเทพที่เราบูชาแล้ว เพียงยกมือไหว้ สวดมนต์ สรรเสริญท่านอย่างสม่ำเสมอ และขอพร พระองค์ท่านก็เมตตาเราแล้วครับ

อาจถวายนม 1 กล่องเมื่อตื่นนอน พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วก็ "ไหว้ลานม" แล้วนำมาดื่มก่อนออกจากบ้านได้เลย
หรือถ้าสะดวกตอนกลางวัน เช่น อยู่ที่ทำงาน หากมีพานเล็กๆสำหรับประดิษฐานเทวรูปอยู่บริเวณโต๊ะทำงานด้วย เมื่อพักกลางวันก็หาซื้อขนมนมเนย น้ำผลไม้มาถวาย เมื่อถวายเสร็จก็ "ไหว้ลาขนม" แล้วนำไปแบ่งเพื่อนร่วมงานรับประทานก็ได้บุญ
หรืออยู่บ้าน หากต้องการประหยัด อยากถวายของสักอย่างหนึ่งเป็นประจำทุกๆวัน แต่ไม่อยากเสียเงินเยอะ แนะนำให้ซื้อน้ำเปล่าขวดใหญ่ๆ มาตั้งไว้ข้างๆหิ้ง แล้วเทใส่แก้วเล็กๆ แบ่งถวายทุกวัน เท่ากับว่าได้ถวายทุกวันด้วย และประหยัดด้วย
 หากนานๆถวายของสักครั้ง อาจจะเลือกถวายเฉพาะวันที่ตรงกับวันเกิดของตน หรือเฉพาะวันพระ หรือทุกวันพฤหัสบดี (ถือเป็นวันครูของไทย) หรือเฉพาะสิ้นเดือนเมื่อเงินเดือนออก หรือถวายเมื่อต้องการขอพรเป็นพิเศษ ควรเลือกของดีๆ มาถวาย ไม่ควรใช้ของใกล้เสีย ของใกล้หมดอายุ หรือผลไม้ช้ำๆไม่สวยงาม ยังไงสุดท้ายแล้วคนที่ทานก็คือเราเอง หากเอาของใกล้เสียมาถวาย เราเองก็ต้องเสี่ยงกับท้องเสียท้องร่วงเมื่อทานเข้าไป

ขอพรจากทวยเทพแล้ว แม้จะสมหวังหรือไม่ก็ตาม อย่าลืมจัดหาผลไม้ ดอกไม้ ขนม ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่างมาถวาย เป็นการแสดงความศรัทธาและภักดีต่อองค์เทพ การบูชาเทพอยู่ที่ใจศรัทธา ไม่ได้อยู่ที่ว่าไหว้แล้วจะสมหวังในคำขอหรือไม่ ขอจงบูชาไปเรื่อยๆ พระพิฆเนศและทวยเทพทุกพระองค์เมตตาต่อผู้ศรัทธาและประทานพรอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว หากมีจิตศรัทธาในเทพองค์ใด ท่านก็ลงมาคุ้มครองดูแลเราทันทีเพียงแต่เราอาจไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง การจะสมหวังในสิ่งที่ปรารถนาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับบุญที่เราสั่งสมมาด้วย การถวายของแด่ท่านก็คือการสั่งสมบุญอย่างหนึ่ง ไหว้เทพอย่าเพิ่งท้อ สวดมนต์+ถวายของบูชา+ทำความดี+ไม่ทำบาป ทำได้อย่างนี้มหาเทพมหาเทวีทั้งหลายก็จะคุ้มครองเราตลอดไป

--------------------------------------------------------------------------------

ขอเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่าคณะพราหมณ์ และทีมงานเว็บสยามคเณศทุกคน จะสวดบูชาพระพิฆเนศอย่างลึกซึ้งและตลอดเวลาทีเดียวครับ หมายความว่า เวลาจะทานข้าวก็ระลึกถึงท่าน เวลาจะเดินทางไปไหน ขณะทำงาน ขณะพักผ่อน เวลาตื่น เวลานอน เวลาอาบน้ำ เราทุกคนก็ภาวนาถึงพระองค์ท่าน บอกเล่าเรื่องราวที่เราพบเจอในแต่ละวันให้ท่านฟัง และขอพรท่านอยู่บ่อยๆ แม้จะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ก็จะตอบแทนท่านด้วยการสวดมนต์และ ถวายนม ขนมต่างๆ (ขนมที่ถวายแล้วเราก็นำมาทาน ถือเป็นอาหารทิพย์อีกด้วย) และนำเงินที่เราหามาได้ แบ่งไปทำบุญตามวัดเพื่อมอบความเมตตาแก่ผู้อื่น เมื่อเราเดินทางไปไหน ถ้าพบเห็นขนม ผลไม้ ดูน่าทานน่าอร่อย เราก็จะซื้อติดไม้ติดมือมาถวายท่านที่หิ้งพระบ่อยๆ เพราะเราทุกคนบูชาและศรัทธาพระพิฆเนศเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ที่เราเคารพรัก

ผู้ศรัทธาพระพิฆเนศจำนวนมาก ก็ไม่ได้มีเทวรูปขนาดใหญ่ไว้ในบ้าน ส่วนใหญ่ก็มีแต่พระพิฆเนศแบบห้อยคอแค่องค์เดียว แต่เขาเหล่านั้นก็ทำการสวดมนต์ ถวายของ และทำสมาธิอย่างสม่ำเสมอ พวกเขาก็ได้รับพรบันดาลจากพระองค์ ให้ประสบความสำเร็จและมีความสุขกันได้อย่างสมบูรณ์ครับ

เราไม่ได้บูชาพระพิฆเนศด้วยความกลัว ความขลัง หรือด้วยความอยากขอพร ขอหวยเพียงอย่างเดียว และเราไม่ได้มองว่าท่านเป็น "เจ้าพ่อพิฆเนศ" หรือ "พ่อปู่" อะไรต่างๆแบบที่คนไทยหลายคนชอบเรียก (พระพิฆเนศไม่ได้เป็นคนแก่นะครับ !!) แต่ท่านเปรียบเสมือน "ญาติผู้ใหญ่" ท่านคือเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่เราทุกคนสามารถเข้าถึงและใกล้ชิดได้ไม่ยากเลย (ไม่ใช่เจ้าพ่อ หรือเป็นผี) ฉะนั้น การสวดบูชาท่าน ก็ไม่ต้องเกรง ไม่ต้องกลัวนะครับ สวดทุกครั้งที่มีโอกาส แล้วท่านจะบันดาลพรและปกป้องเราในยามคับขันอย่างแน่นอน ซึ่งทีมงานเราทุกคนพิสูจน์มาแล้วครับ

จะเห็นว่าแนวทางของเราต่างจากการไหว้พระแบบคนไทยทั่วๆไปนะครับ เพราะเรายึดตามแนวทางของชาวฮินดูอย่างแท้จริง ชาวฮินดูในอินเดียแทบจะทุกคนบูชาเทพที่ตนนับถือด้วยความรักและซื่อสัตย์ ไม่ได้ไหว้ที่องค์วัตถุ ไม่ได้ไหว้เฉพาะเทวรูปขนาดใหญ่ๆ และชาวอินเดียจำนวนมากก็ไม่มีพระพิฆเนศห้อยคอ เพราะเค้าไม่ได้คิดว่าพระพิฆเนศเป็นเพียงแค่วัตถุมงคล ที่จะมานำติดตัวไว้เฉยๆ หรือเป็นเทพเจ้าที่เราจะไหว้เพื่อขอพรอย่างเดียว แต่เทพทุกพระองค์จะถูกระลึกอยู่ภายในจิตใจ ภายในจิตวิญญาณอยู่ตลอดเวลา และเชื่อว่าเทพทุกพระองค์คือผู้ประทานชีวิตอันมีค่าแก่เรา สำหรับเรื่ององค์เทวรูป และพิธีกรรมต่างๆก็เป็นเรื่องรองๆไปครับ ถ้าเราหมั่นบูชาท่านและทำความดีอย่างสม่ำเสมอ ท่านจะประทานพรให้เราประสบความสำเร็จ เดินไปสู่ทางที่ดีงาม เกิดสิริมงคลแก่ชีวิตและประสบแต่ความโชคดีครับ

พวกเราผู้ศรัทธาไม่ไช่คนงมงาย แต่เรามีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเดียวกัน คือ องค์พระพิฆเนศ และองค์เทพต่างๆ ซึ่งก็ไม่ต่างจากพระแม่กวนอิม พระสีวลี หรือเทพเจ้า เทวดา ที่หลายๆคนนับถือเพิ่มเติมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทีมงานสยามคเณศหวังว่า ผู้อ่านทุกท่านจะพอเข้าใจและมีแนวทางการบูชาพระพิฆเนศและทวยเทพที่ชัดเจนขึ้นนะครับ สรุปแล้ว สิ่งที่ควรกระทำคือ การตั้งจิตให้แน่วแน่ในการสวดบูชา พร้อมทั้งให้ปรับจิตใจของเราให้มีความ รัก และ ศรัทธา พระพิฆเนศและทวยเทพอย่างเต็มเปี่ยม เคารพองค์ท่านไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ระลึกถึงองค์ท่านเสมอ มีความเมตตาต่อผู้อื่นและสำนึกดีอยู่ตลอดเวลา ถ้าทำได้อย่างนี้ พระองค์ท่านก็เมตตาเรา ประทานพรให้เราได้เต็มที่ครับ (วิถีแบบนี้ เป็นวิถีของชาวพราหมณ์-ฮินดูในอินเดียที่แท้จริง และสามารถใช้ได้กับการบูชาเทพทุกองค์)

ขอให้หมั่นไหว้พระพิฆเนศทุกวัน ทุกคืนนะครับ สำหรับคำสอนขององค์เทพ เช่น คัมภีร์ภควัทคีตา จะแปลและนำมาเผยแพร่ในเว็บนี้ต่อไป และถ้าจะช่วยกันเผยแพร่พระพิฆเนศและเทพของพราหมณ์ ไปสู่ผู้อื่นในแนวทางที่ถูกต้อง ก็จะเป็นกุศลแก่ตัวเราเองครับ ตั้งแต่นี้ต่อไป หากผู้อ่านได้ไปพบเห็นใครที่กล่าววาจาดูถูก หรือลบหลู่ดูหมิ่น ทั้งดูถูกองค์เทพของพราหมณ์ และดูถูกพวกเราที่บูชาพระองค์ ก็ขอให้อธิบายให้เขาเหล่านั้นเกิดความเข้าใจว่า เทพของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั้นไม่ได้เลวร้าย ไม่ใช่เจ้าพ่อ ไม่ใช่ผี ไม่มาประทับทรงใคร คนบูชาอย่างเราๆก็ไม่ได้เลวร้ายหรือเป็นคนชั่ว คนที่ชั่วร้ายคือคนที่นำไปเผยแพร่และปฏิบัติไปในทางที่ไม่ถูกต้องมากกว่า... ขอให้ช่วยๆกันนะครับ เพื่อยกระดับการบูชาเทพในประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น...



ขอพระพิฆเนศคุ้มครองผู้ศรัทธาครับ

ทีมงานสยามคเณศ http://www.siamganesh.com/

เรื่องน่ารู้เบื้องต้น เกี่ยวกับพระพิฆเณศ


          พระพิฆเนศ เป็นมหาเทพผู้ทรงภูมิปัญญายิ่งใหญ่ ผู้ขจัดอุปสรรคและอำนวยความสำเร็จในทุกสิ่ง พระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งสากล (Universal God) ที่มีผู้เคารพนับถือมากที่สุดองค์หนึ่งในทั่วโลก ไม่ว่าใน อินเดีย เนปาล ภูฏาน ทิเบต มองโกล จีน ญี่ปุ่น เกาหลี พม่า ไทย เขมร อินโดนีเซีย ฯลฯ พระพิฆเนศ คือเทพเจ้าที่มีปรีชาญาณเฉลียวฉลาด มีฤทธานุภาพมาก และทรงคุณธรรม คอยปราบภัยพาลและอภิบาลคนดี อีกทั้งยังเป็นเทพผู้กตัญญูถึงพร้อมด้วยความดีงาม สมควรแก่การสักการบูชาเป็นอย่างยิ่ง หากใครจะประกอบพิธี หรือทำกิจกรรมใด การเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ เช่น เปิดกิจการร้านค้า เริ่มการทำงาน ขึ้นบ้านใหม่ ออกเดินทาง หรือแม้กระทั่งการบวงสรวงทำพิธีมงคลต่างๆ ฯลฯ ต้องบอกกล่าวบูชาองค์พระพิฆเนศก่อนเป็นลำดับแรก จึงจะเป็นสิริมงคล และประสบความสำเร็จ
          ตำนานกำเนิดพระพิฆเนศ เชื่อกันว่า พระพิฆเนศเป็นโอรสของ พระศิวะ กับ พระศรีมหาอุมาเทวี (พระแม่อุมา) ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้เขียนคัมภีร์มหาภารตะ จากวาจาของพระฤษีวยาส และนับถือกันว่า เป็นเทพเจ้าแห่งการรจนาหนังสือ ดุจเดียวกับ พระสุรัสวดี
          พระพิฆเนศ มีกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้าง อีกชื่อหนึ่งจึงเรียกว่า คชานนท์ มีงาข้างเดียว อ้วนเตี้ย ท้องพลุ้ย หูยาน พระวรกายสีแดง สีขาว สีเหลือง ฯลฯ นุ่งห่มภูษาแดง มี ๔ กร ถือบ่วงบาศ ขอสับช้าง และมีเทพศัสตราวุธอีกหลายชนิด ซึ่งได้รับประทานจากพระศิวะ มีพาหนะบริวาร คือ หนู นามว่า มุสิกะ

พระพิฆเนศทรงหนูบริวาร ชื่อ มุสิกะ
          ชนพื้นเมืองของอินเดีย นอกจากจะมีลัทธิการบูชาสัตว์ หรือลัทธิแห่งชัยชนะเหนือธรรมชาติแล้ว ยังเชื่อว่า หนู เป็นสัญลักษณ์ของความมืด
          พระพิฆเนศทรงขี่หนู จึงหมายถึงชัยชนะของแสงอาทิตย์ ที่ขจัดความมืดให้หมดสิ้นไป เป็นเทพเจ้าผู้ทรงขจัดอุปสรรคทั้งปวง เป็นเทพเจ้าแห่งความรอบรู้ ความฉลาด ความสำเร็จ เป็นเทพประจำเรือน ผู้ประทานความอุดมสมบูรณ์ และคุ้มครองป้องกันสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง จึงอาจกล่าวได้ว่า พระพิฆเนศเป็นเทพเจ้าแห่งจักรวาล ก็ว่าได้


          การนับถือพระพิฆเนศในเมืองไทย พระพิฆเนศได้กลายเป็นเทพเจ้าองค์สำคัญในศาสนาฮินดู (พราหมณ์) ความศรัทธาเชื่อถือได้แพร่หลายสู่แผ่นดินสยาม ตั้งแต่สมัยโบราณ ปรากฏเป็นรูปประติมากรรมพระพิฆเนศ ณ โบราณสถานหลายแห่ง เช่น ที่เมืองนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ลพบุรี นครราชสีมา ฯลฯ
          พระพิฆเนศ ได้กลายเป็นมหาเทพที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยมากองค์หนึ่ง นับถือให้ท่านเป็นประธานในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ประจำกรมศิลปากร, มหาวิทยาลัยศิลปากร, วิทยาลัยช่างศิลป และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ รวมทั้งในพิธีเปิดกล้องถ่ายทำภาพยนตร์ พิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ โขน ละคร พิธีไหว้ครูของควาญช้าง พิธีครอบครูเรียนสรรพวิชาต่างๆ ฯลฯ ก็ต้องกล่าวบูชาพระพิฆเนศเสียก่อน จึงจะเป็นสิริมงคล และทำกิจการงาน หรือเล่าเรียนได้สำเร็จ
          ดังนั้น การอธิษฐานขอพรใดๆ ที่ไม่เกินวาสนาบารมี ย่อมสำเร็จได้ทุกสิ่ง พระองค์ย่อมประทานพรให้สมปรารถนาเสมอ เช่น ขอพรด้านการศึกษาเล่าเรียน ขอปัญญาความรู้ ขอตำแหน่งหน้าที่การงาน ขอด้านการเงินและความรัก ด้านปัดเป่าอุปสรรคทุกข์ภัย และแก้ไขปัญหาต่างๆ ขอให้ทุกอย่างประสบผลสำเร็จ ซึ่งจะสำเร็จมากน้อยหรือไม่ประการใดนั้น ขึ้นอยู่กับบุญกุศลบารมีของแต่ละคน ที่ย่อมมีไม่เท่ากัน
การเตรียมการสักการะพระพิฆเนศ

          การสักการบูชาขอพร พระพิฆเนศ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นอาชีพใด ประชาชนทุกชนชั้นวรรณะ ก็สามารถขอพรจากพระองค์ท่านได้ไม่จำกัด เพราะท่านเป็นมหาเทพที่ใจดี มีปัญญาลึกล้ำ แก้ไขปัญหาได้เก่ง จนได้รับการขนานนามให้เป็น "เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ"
          วิธีบูชาพระพิฆเนศ วันที่เริ่มต้นครั้งแรกควรเริ่มบูชาในวันอังคาร หรือวันพฤหัสบดี เพื่อถวายตัวเป็นผู้ศรัทธา หรือลูกศิษย์ของพระพิฆเนศ วันต่อไปให้สักการะตามปกติ จะเป็นฤกษ์ยามใดถือเป็นมงคลทั้งสิ้น ของที่ใช้ในการสักการบูชาได้แก่ น้ำสะอาด นม น้ำมะพร้าว แต่ถ้ามีเครื่องสังเวยควรใช้ผลไม้และขนมต่างๆ เช่น อ้อย กล้วยสุก มะพร้าว ... เลือกถวายได้ตามศรัทธา และกำลังทรัพย์ แต่ถ้าสามารถถวายได้ทุกวันก็จะเป็นการดี
          วันและเดือนที่เหมาะแก่การบูชาพระพิฆเนศ หลังจากที่ถวายตัวเป็นผู้ศรัทธาในวันอังคาร หรือวันพฤหัสบดีแล้ว ก็สามารถบูชาได้ทุกวัน ทุกเดือน โปรดเข้าใจไว้ว่าไม่มีวันใดที่ไม่เหมาะแก่การบูชาพระพิฆเนศเลย ผู้ศรัทธาสามารถกราบไหว้ สักการะบูชาองค์พระพิฆเนศได้ทุกวัน ทุกเดือน และขอพรได้ตลอดเวลา
          เครื่องสังเวยพระพิฆเนศ ห้ามใช้เนื้อสัตว์ทุกชนิด (สามารถใช้ขนมที่มีส่วนผสมของไข่ได้บ้าง แต่ถ้าเลือกได้ก็ควรเลี่ยง) ให้ถวายผลไม้ที่สุกแล้วเป็นหลัก อ้อย น้ำอ้อย นมวัว ขนมโมทกะ (หรือ ขนมต้มแดง ต้มขาว ของไทย) หรือขนมหวานลาดูป (ชาวอินเดียนิยมถวาย) ตลอดจนข้าวสาร เกลือ พืช ผัก งา สมุนไพร ธัญพืชและเครื่องเทศทุกชนิด ก็สามารถใช้ถวายได้

ขั้นตอนการบูชาพระพิฆเนศ
1. จุดเทียน หรือตะเกียงน้ำมัน ธูปหอม กำยาน ฯลฯ ต่อหน้าเทวรูป หรือ รูปภาพพระพิฆเณศ
2. ถวายเครื่องบูชาสักการะ
3. กล่าวคำบูชาพระพิฆเนศ ด้วยบทสวดมนต์และบทสรรเสริญต่างๆ (อ่านได้จากหน้าแรก)
4. ท่องพระนาม, เปิดเพลงถวาย, ทำสมาธิ ฯลฯ
6. แผ่เมตตา ขอความสันติและสงบสุข เป็นอันเสร็จพิธี

           การประดิษฐานพระพิฆเนศ และเทวรูปองค์อื่นๆ เน้นที่ความสวยงาม ความสะดวกและเหมาะสมเป็นหลัก เรื่องทิศทางถือว่าเป็นรอง ส่วนใหญ่จะเน้นทางทิศตะวันออก หรือทิศอื่นๆ ก็ได้ ยกเว้นทิศตะวันตก แต่ที่สำคัญควรแยกที่บูชาเป็นเอกเทศต่างหาก ไม่ปะปนกับหิ้งพระ หรือโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป หรือพระเกจิอาจารย์
          คาถาสวดบูชาพระพิฆเนศ ที่ใช้กันส่วนใหญ่ คือ "โอม ศรี คเณศายะ นะมะฮา" จากนั้นให้กล่าวคำอธิษฐานขอพรเป็นภาษาไทย สำหรับผู้เริ่มต้นบูชา ควรใช้มนต์บทนี้ ซึ่งสั้นกระชับและจำง่าย (ยังมีมนต์บทอื่นๆ อีกมากมายหลายร้อย สามารถหาอ่านได้จากลิงก์หน้าแรก)

ยังมีความรู้เกี่ยวกับพระพิฆเนศอีกมากมายให้ได้อ่าน ศึกษา ทำความเข้าใจ
ขอให้ผู้ศรัทธาทุกท่านโปรดศึกษาเรื่องราวและวิธีการบูชาพระพิฆเนศให้ถ่องแท้
เพื่อประโยชน์แก่ตัวท่านเอง

ขอขอบคุณ

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

พระพิฆเนศว์เทพแห่งความรู้(26-32)

ปางที่ 26 : พระตันติ คณปติ (Dhundhi Ganapati)
ปางขุมทรัพย์ทางปัญญา
"โอม ศรี ตันติ คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีแดง มี ๔ทรงูกประคำ ขวาน โถใส่อัญมณี ที่แสดงขุมทรัพย์ของผู้มีพุทธิปัญญา

อำนวยผลให้กับผู้ทำงานด้านใช้ความคิด ใช้ปัญญาสร้างสรรค์ทุกแขนง

ปางที่ 27 : พระทวิมุข คณปติ (Dwimukha Ganapati)
ปาง 2 เศียร
"โอม ศรี ทวิมุข คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีเนื้อ มี 2 เศียร 4ทรงะบอง บ่วงบาศ และโถอัญมณี เป็นปางที่เป็นคนที่ปรับตัวได้กับทุกคนให้ทรัพย์มาก
และขจัดอวิชา

อำนวยผลให้กับผู้ทำงานด้านประชาสัมพันธ์ ด้านติดต่อเจรจา ประสานงาน เป็นสื่อกลางต่างๆ นักการทูต
นักจิตวิทยาที่ต้องใช้มนุษย์สัมพันธ์สูง

ปางที่ 28 : พระตรีมุข คณปติ (Trimukha Ganapati)
ปาง 3 เศียร
"โอม ศรี ตรีมุข คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีแดง หรือสีชมพูสด มี 3 เศียร 6 กร สามเศียรหมายถึง ภพทั้งสาม (สวรรค์,โอมนุษย์, บาดาล)
ปางหนึ่งประทับนั่งบนดอกบัว ทรงประทานพร พระหัตถ์ขวาประทานอภัย
 พระหัตถ์ซ้ายอำนวยพร กรอื่นๆทรงถือตะบอง ลูกปะคำ บ่วงบาศ และโถใส่น้ำผึ้ง

อำนวยผลทางด้านโภคทรัพย์ มีอำนาจ และแคล้วคลาดปลอดภัย

ปางที่ 29 : พระสิงหะ คณปติ (Sinha Ganapati)
ปางประทับราชสีห์
"โอม ศรี สิงหะ คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีขาว มี 8 กร พระหัตถ์ขวาประทานอภัย พระหัตถ์ซ้ายอำนวยพรทรงช่อดอกไม้ ราชสีห์ พิณ
ดอกบัว โถอัญมณี ประทับบนสิงโต (คล้ายพระเหรัมภะคณปติ) หมายถึงพลังอำนาจในการปกครองบริวาร
ผิววรกายขาวเป็นสัญลักษณ์ของพลังบริสุทธิ์ หรือการหลุดพ้น

การอำนวยผลและสถานที่สำหรับตั้งบูชา เป็นดุจเดียวกับ พระเหรัมภะคณปติ และพระวีรคณปติ คืออำนวยผลให้กับองค์กรบริหารราชการแผ่นดิน ทหาร ตำรวจ พลเรือน ฝ่ายปกครอง ผู้นำ ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานทุกประเภท

ปางที่ 30 : พระโยคะ คณปติ (Yoga Ganapati)
ปางแห่งพระเวท หรือปางสมาธิกรรมฐาน
"โอม ศรี โยคะ คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีทองคำ มี 4ทรงูกประคำ ต้นอ้อย บ่วงบาศ และขอสับช้าง เป็นปางแห่งพระเวท และการรักษาโรคภัยต่างๆ

อำนวยผลให้กับผู้เป็นอาจารย์ และนักศึกษาโยคะสมาธิแบบต่างๆ เหมาะสำหรับตั้งบูชาไว้ในสถานศึกษา
หรือบูชาไว้ใน เทวสถาน เทวาลัย โรงเรียนสอนศาสนาฮินดู ห้องพระ ห้องปฏิบัติธรรมภายในบ้าน เป็นต้น
ปางที่ 31 : พระทุรคา คณปติ (Durga Ganapati)
ปางมหาอำนาจ
"โอม ศรี ทุรคา คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีทอง มี 8ทรงะบอง คันศร ลูกศร บ่วงบาศ ธงชัย ลูกประคำ และขนมโมทกะ
เป็นปางที่พระราชาในชมพูทวีปนิยมสักการบูชามากปางหนึ่ง

อำนวยผลดีต่อผู้มีหน้าที่ราชการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ฝ่ายปกครอง ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานทุกระดับ
ปางที่ 32 : พระสังกตะหะรา คณปติ (Sankatahara Ganapati)
ปางทำลายอุปสรรค และความเศร้าหมอง
"โอม ศรี สังกตะ หะรา คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีแดงส้ม มี 4 กร ประทับนั่งบนดอกบัวสีแดง พระหัตถ์ขวาอำนวยพร
พระหัตถ์ซ้ายโอบชายาบนตักซ้าย ส่วนกรอื่นทรงถือชามขนม ตะบอง และบ่วงบาศ
อำนวยผลให้ครอบครัวมีความสุข หรือประสบความสำเร็จ ตามแต่จะอธิษฐาน

 
 
ขอขอบคุณ

http://www.igetweb.com/
 
 

พระพิฆเนศว์เทพแห่งความรู้(19-25)

ปางที่ 19 : พระตรีอักษรา คณปติ (Tryakshara Ganapati)
ปางกำเนิดอักขระโอม
"โอม ศรี ตรีอักษรา คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีทอง มี 4ทรงะบอง บ่วงบาศ มะม่วง และมีขนมโมทกะอยู่ที่งวง

อำนวยผลด้านการเรียนพระเวท และอักษรศาสตร์

ปางที่ 20 : พระกศิปะ ปรสัท คณปติ (Kshipra-Prasada Ganapati)
ปางประทานทรัพย์ และความรอบรู้
"โอม ศรี กศิปะ ปรสัท คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีแดง มี 6 กร ท้องที่ใหญ่นั้นเป็นสัญลักษณ์ของจักรวาล หมายถึงความอุดมสมบูรณ์แห่งโภคทรัพย์
และความรอบรู้อันกว้างไกลทรง้นทับทิม ตะบอง บ่วงบาศ ดอกบัว และผลทับทิม

เหมาะสำหรับตั้งบูชาในสถานศึกษา มหาวิทยาลัย สถานอบรมวิชาชีพต่างๆ หรือบริษัทห้างร้านทั่วไป

 ปางที่ 21 : พระหริทรา คณปติ (Haridra Ganapati)
ปางรวยเสน่ห์ และรวยทรัพย์
"โอม ศรี หริทรา คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีเนื้อ หรือสีเหลืองอ่อน มี 3 เนตร 4ทรงะบอง บ่วงบาศ และขนมโมทกะ ใช้อำนาจของบ่วง
เพื่อร้อยรัดศรัทธาของผู้เลื่อมใส และตะบองผลักดันให้ก้าวเดินไปข้างหน้า

อำนวยผลให้ทุกคนที่อยากมีเสน่ห์ และร่ำรวย เช่น ดารานักแสดง นักดนตรี นักร้อง ดีเจ
พิธีกร หรือผู้ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชม ซึ่งต้องใช้พรสวรรค์ และเสน่ห์ส่วนตัว

ปางที่ 22 : พระเอกทันตะ คณปติ (Ekadanta Ganapati)
ปางสำเร็จทุกสิ่ง
"โอม ศรี เอกทันตะ ปะระสัท คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีฟ้า มี 4ทรงขวาน (เพื่อใช้กำจัดอวิชา)ทรงลูกประคำ (เพื่ออธิษฐาน) ผลไม้
และงาข้างที่หัก  เอกทันตะหมายถึงเทพเจ้าผู้มีงาข้างเดียว

อำนวยผลให้ประสบความสำเร็จทุกสิ่งตามแต่จะอธิษฐาน

ปางที่ 23 : พระสะริสติ คณปติ (Shrishti Ganapati)
ปางออกเดินทาง และสร้างสรรค์สิ่งใหม่
"โอม ศรี สะริสติ ปะระสัท คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีแดงส้ม มี 4 กร ขี่หนูเป็นพาหนะทรงะบอง มะม่วง และบ่วงบาศ

อำนวยผลให้กับผู้ประกอบอาชีพด้านการเดินทางที่ไม่หยุดนิ่ง เช่น นักบิน สจ๊วต แอร์โฮสเตส กัปตันเรือ มัคคุเทศก์
ผู้ทำงานด้านสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆไม่หยุดนิ่งเช่น นักคิด นักเขียน นักโฆษณา นักออกแบบ เป็นต้น

ปางที่ 24 : พระอุททันตะ คณปติ (Uddanda Ganapati)
ปางกำจัดภูตผี และคุณไสย
"โอม ศรี อุททันตะ คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีแดง มี 10ทรงโถใส่ขนม หรือน้ำผึ้ง ดอกบัว ดอกลิลลี่สีฟ้า คทา ต้นอ้อย กิ่งไม้ บ่วงบาศ พวงมาลัย
และผลทับทิม โดยใช้กรซ้ายโอบพระชายาอยู่ที่ตักด้านซ้าย

อำนวยผลด้านขจัดทุกข์ภัย และอาถรรพณ์ต่างๆ บันดาลให้ครอบครัวมีความสุข

ปางที่ 25 : พระรีนาโมจัน คณปติ (Runamochana Ganapati)
ปางแก้กรรม และขจัดหนี้สิน
"โอม ศรีโอมจัน คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีขาว มี 4 กร มีหน้าที่ปลดปล่อยมนุษย์ออกจากพันธนาการ คำสาป
และความผิดพลาดทั้งหลายทรงะบอง บ่วงบาศ และขนมโมทกะ

เหมาะบูชาสำหรับผู้ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ให้ดีขึ้น (พลิกดวงชะตา) แก้ไขกรรมเก่า ปลดหนี้สิน ล้างมลทินทั้งปวง

 ขอขอบคุณ
 
 

พระพิฆเนศว์เทพแห่งความรู้(13-18)

ปางที่ 13 : พระวิชัย คณปติ (Vijaya Ganapati)

ปางกำจัดอุปสรรค และความมืดมิด
"โอม ศรี วิชะยา คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีแดง มี 4 กร ประทับบนตัวหนู หมายถึงการทำลาย ความมืดมิด
และอุปสรรคทั้งหลายให้หมดไปทรงะบอง ผลมะม่วง และบ่วงบาศ

อำนวยผลทางปัญญาให้กับครูบาอาจารย์ ปัญญาชน ศิลปิน นักคิด นักเขียน และช่างฝีมือทุกแขนง

ปางที่ 14 : พระลักษมี คณปติ (Lakshmi Ganapati)

ปางแห่งความมั่งมีศรีสุข และปรีชาญาณ
"โอม ศรี ลักษมี คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีขาว มี 8 กร เป็นเทพแห่งการให้ที่บริสุทธิ์ สีขาวหมายถึงการมีสติปัญญาสูงส่ง พระหัตถ์ทั้งสองข้างโอบอุ้มพระชายา 1 หรือ 2 พระองค์ คือพระนางพุทธิ และพระนางสิทธิ (บางตำราว่าหนึ่งในนั้นคือพระลักษมี จึงเรียกว่า ลักษมี คณปติ)
ทรงผลทับทิมแดง ช่อกัลปพฤกษ์ นกแก้ว ตะบอง บ่วงบาศ โถใส่อัญมณี และกระบี่

อำนวยผลทางด้านสติปัญญา และความมั่งมีศรีสุข

ปางที่ 15 : พระนฤตยะ คณปติ (Nritya Gannapati)

ปางนาฏศิลป์ เจ้าแห่งลีลาการร่ายรำ และศิลปะการแสดง
"โอม ศรี นฤตยะ คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีเหลืองทอง มี ๔ กร เป็นนักเต้นร่ายรำระบำฟ้อน และเป็นนักแสดงที่สร้างความบันเทิง และความสุขให้ชาวโลกประทับยืนเข่าขวาเหยียบบนดอกบัวทรงะบอง บ่วงบาศ และขวาน
ควรตั้งบูชาในวิทยาลัยนาฏศิลป์ โรงเรียนสอนเต้นรำ บัลเล่ต์ โยคะดัดตน โรงเรียนสอนการแสดง โรงละคร โรงถ่ายทำภาพยนตร์ และสถานบันเทิงต่างๆตามความเหมาะสม

ปางที่ 16 : พระอุทวะ คณปติ (Urdhva Ganapati)

ปางช่วยให้สมปรารถนาในทุกสิ่ง
"โอม ศรี อุทวะ คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีทอง มี 6 กร พระกรข้างหนึ่งโอบพระชายาไว้บนตัก ด้านซ้ายทรงถือดอกบัว
คบเพลิง ช่อดอกไม้ งาหัก ลูกศร คันศรทำจากต้นอ้อย และรวงข้าว

ในนิกายตันตระ นิยมบูชาปางนี้เพื่อประโยชน์ในการทำพิธีด้านเสน่ห์ อำนวยผลให้สมปรารถนาทุกประการ

ปางที่ 17 : พระเอกอักษรา คณปติ (Ekaakshara Ganapati)

ปางทรงอำนาจด้านพระเวท
"โอม ศรี เอกา อักษรา คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีแดง มี 4 กร มีดวงตาที่สาม ประดับจันทร์เสี้ยวอยู่เหนือเศียร
กรหนึ่งประทานพรทรงะบอง บ่วงบาศ และผลทับทิม ประทับเหนือพาหนะคือหนู

อำนวยผลด้านป้องกันอาถรรพณ์ และคุณไสยสำหรับบุคคลทั่วไป และผู้ร่ำเรียนด้านพระเวท หรือสรรพศาสตร์ด้านต่างๆ

ปางที่ 18 : พระวระ คณปติ (Vara Ganapati)

ปางแห่งความรักที่สุขสมหวัง
"โอม ศรี วะระ คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีแดง มี 4 กร 3 เนตร มีดวงตาที่สาม อันเป็นดวงตาแห่งสติปัญญา และมีจันทร์เสี้ยวประดับเหนือเศียร
กรหนึ่งโอบกอดชายาบนตักทรงชามขนม ตะบอง และบ่วงบาศ ที่งวงชูโถใส่น้ำผึ้ง

อำนวยผลให้สมหวังในความรัก ควรตั้งบูชาไว้ในร้านเสื้อผ้า ร้านค้าที่เกี่ยวกับการสมรส การแต่งงาน และความรัก ฯลฯ

ขอขอบคุณ

 

พระพิฆเนศว์เทพแห่งความรู้(ต่อ 7-12)

ปางที่ 7 : พระสิทธิ คณปติ (Siddhi Ganapati)
ปางประทานความสมบูรณ์ และทรัพย์สมบัติ
"โอม ศรี สิทธิ คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีทองคำ มี 4ทรงช่อดอกไม้ มะม่วง ต้นอ้อย และขวาน ส่วนงวงนั้นชูขนม
คอยประทานความร่ำรวย และความอุดมสมบูรณ์ให้กับโลก

อำนวยผลด้านทรัพย์สินเงินทอง และความอุดมสมบูรณ์

ปางที่ 8 : พระอุจฉิษฏะ คณปติ (Uchhishta Ganapati)
ปางเสน่หา และความสำเร็จสมปรารถนา
"โอม ศรี อุจฉิษฏะ คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีฟ้าเทาดุจเมฆา มี 6 กร ประทับนั่งโดยพระกรหนึ่งโอบอุ้มศักติชายาอยู่ที่ตักด้านซ้าย
ส่วนพระกรอื่นถือลูกประคำ ลูกทับทิม พิณ รวงข้าว และดอกบัว

อำนวยผลให้เกิดเสน่ห์ และความสำเร็จในด้านต่างๆตามแต่จะขอพร

ปางที่ 9 : พระวิฆณา คณปติ (Vighna Ganapati)
ปางขจัดอุปสรรค และแก้ไขปัญหา
"โอม ศรี วิฆนา คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีทองคำ มี 8 กร ทรงมาลัย ขวาน ดอกไม้ จักรตรา หอยสังข์ ต้นอ้อย(เป็นคันศร)
บ่วงบาศ และตะบอง

อำนวยผลให้ประสบความสำเร็จทั่วไป ตามแต่จะอธิษฐาน

ปางที่ 10 : พระกษิประ คณปติ (Kshipra Ganapati)
ปางประทานพรให้สำเร็จรวดเร็ว
"โอม ศรี กษิประ คณปติ ยะนะมะฮา"
วรรณะสีแดงเข้มดุจกุหลาบ มี 4 กร เป็นผู้ให้ศีลให้พร ประทานพรให้เกิดผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว
ทรงตะบอง งาหัก บ่วงบาศ และช่อดอกไม้

อำนวยผลให้ประสบความสำเร็จทั่วไป ตามแต่จะอธิษฐาน
ปางที่ 11 : พระเหรัมภะ คณปติ (Heramba Ganapati)
ปางปกป้องคุ้มครอง
"โอม ศรี เหรัมภะ คณปติ ยะนะมะฮา
วรรณะสีขาว มี 5 เศียร 10 กร ประทับนั่งบนหลังสิงโต หมายถึง พลังอำนาจในการปกครองบริวาร
กางพระกรประดุจรัศมีคุ้มกันสรรพภัย พระหัตถ์ซ้ายประทานพร พระหัตถ์ขวาอำนวยพรทรงมะม่วง
ลูกประคำ ขนมโมทกะ งาหัก บ่วงบาศ ค้อน ขวานและพวงมาลัย บูชาเพื่อขจัดความอ่อนแอ
ไร้พลัง เป็นปางหนึ่งที่พระราชาในอินเดียนิยมบูชากันมาก

อำนวยผลด้านการปกป้องคุ้มครองบริวาร การบริหาร ปกครองของผู้นำ
ปางที่ 12 : พระมหา คณปติ (Maha Ganapati)
ปางประทานความสุขอันยิ่งใหญ่ให้ครอบครัว
"โอม ศรี มหา คณปติ ยะนะมะฮา
วรรณะสีแดง มี 10 กร 3 เนตร ประดับจันทร์เสี้ยวบนมงกุฎปางนี้ทรงอุ้มชายา
คือพระนางพุทธิ และพระนางสิทธิไว้บนตักทั้งสองข้าง
(บางตำราว่าอุ้มองค์เดียว)ทรงโถใส่อัญมณี รวงข้าว จักรตรา บ่วงบาศ
ดอกลิลลี่ ต้นอ้อย (เป็นคันศร) ดอกบัว และลูกทับทิมแดง

อำนวยผลให้ครอบครัวเกิดความสมบูรณ์พูนสุข มีทรัพย์สิน และบริวารมาก


ขอขบคุณ
http://www.igetweb.com/

วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

พระพิฆเนศวร์เทพแห่งความรู้






พระพิฆเนศวร์32ปาง



ปางที่ 1 : พระบาล คณปติ อวตารภาคเด็ก : ปางอันเป็นที่รักของทุกคนแล
โอม ศรี บาลา คณปติ ยะนะมะฮา
เป็นพระพิฆเนศในวัยเด็ก คลานอยู่กับพื้น หรืออิริยาบทอื่นๆ เมื่อโตขึ้นจึงเปลี่ยนลักษณะ
มีวรรณะสีแดงเข้มมี 4 กร บาลคณปติ หมายถึงสีทองของพระเจ้าทรง้นอ้อย มะม่วง กล้วย
และขนุนทรงูกมะขวิด แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ และภาวะการเจริญเติบโต
นิยมบูชาในบ้านเรือน หรือโรงเรียนที่มีเด็กเล็ก เด็กนักเรียน เช่น โรงเรียนอนุบาล
และชั้นประถม สถานรับเลี้ยงเด็ก สนามเด็กเล่น ฯลฯ


ปางที่ 2 : พระตรุณ คณปติ อวตารภาควัยหนุ่ม : ปางที่ให้คุณประโยชน์ในกิจการงาน
โอม ศรี ตรุณะ คณปติ ยะนะมะฮา
วรรณะสีแดงอมส้มเหมือนอาทิตย์ยามแรกอรุณ มี 8ทรงข้าว ต้นอ้อย ตะบอง
บ่วงบาศ งาหัก ผลฝรั่ง ขนมโมทกะ และขนมอื่นๆ ปางนี้เป็นตัวแทนการเจริญเติบโต
ความเป็นหนุ่มสาว นิยมตั้งบูชาไว้ตามสถานศึกษา มหาวิทยาลัย หรือสถานที่ทำงาน
ที่เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาววัยกระตือรือร้น


ปางที่ 3 : พระภักติ คณปติ ปางบูชาขอพระเวท เพื่อความสมบูรณ์เติมเต็มของชีวิต
โอม ศรี ภัคดี คณปติ ยะนะมะฮา
วรรณะสีขาวบริสุทธิ์ดั่งพระจันทร์เต็มดวงในฤดูเก็บเกี่ยว มี 4ทรงมะม่วง กล้วย
ลูกมะพร้าว และถ้วยข้าวปาส(ปรุงด้วยนมสด และข้าวสาร มีรสหวาน)
พระภัคติ คณปติ หมายถึงผู้ภักดีอย่างแท้จริง
บูชาเพื่อความสุขสมหวังในชีวิต หรือเพื่อหลุดพ้น




ปางที่ 4 : พระวีระ คณปติ อวตารแห่งนักรบ ปางออกศึก และปราบมาร
ให้อำนาจในการบริหารปกครอง และความเป็นผู้นำ
โอม ศรี วีระ คณปติ ยะนะมะฮา
วรรณะสีแดงโลหิต มี 16 กร ทรงอาวุธ และสิ่งมงคลต่างๆคือ โล่ หอก ค้อน คทา ธงชัย
จักรตรา พญางู ขวาน คันศร ลูกศร ตรีเพชร ขอสับช้าง อสูร กระบี่ ตะบอง และบ่วงบาศ
พระกรเหล่านั้นกางออกประดุจรัศมีอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ อำนวยผล
ให้กับองค์กรบริหารราชการแผ่นดิน ทหาร ตำรวจ พลเรือน ฝ่ายปกครอง ผู้นำ
ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานทุกประเภท



ปางที่ 5 : พระศักติ คณปติ ปางทรงอำนาจเหนือการงาน การเงิน และความรัก
โอม ศรี ศักติ คณปติ ยะนะมะฮา
วรรณะสีแป้งจันทร์ มี 4 กร ประทานพรทรงมาลัย บ่าวบาศ
และกรหนึ่งโอบพระชายาที่ประทับอยู่
หน้าตักด้านซ้ายรัศมีสีแดงส้ม สื่อถึงพลังอำนาจที่อยู่เหนือสรรพสิ่ง
อำนวยผลให้ชีวิตครอบครัวมีความสุข และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน


ปางที่ 6 : พระทวิชา คณปติ ปางของการบุกเบิก เริ่มต้นชีวิตใหม่
โอม ศรี ทวิชา คณปติ ยะนะมะฮา
วรรณะสีขาวมี 4 เศียร 4 ทรงลูกปะคำ ไม้ครู (หรือพลอง) กาน้ำ
และคัมภีร์เป็นสัญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่ ความพากเพียร และแสวงหาวิชาความรู้
อำนวยผลให้กับผู้ประกอบกิจการต่างๆ
นักธุรกิจ นักลงทุน นักสำรวจ นักบุกเบิก คนทำงานต่างแดน เป็นต้น